ตรีโรจน์ รุ่งโรจน์ศิรวัช – นักวาดภาพหนังสือเด็กผู้สร้างสีสันจินตนาการ

แรกเริ่มจากรั้วจิตรกรรม ก้าวสู่วงการภาพประกอบสำหรับเด็กด้วยใบประกาศรับสมัครงานที่พบโดยบังเอิญ นับตั้งแต่ที่เขาจรดปลายพู่กันด้วยมือข้างซ้าย จนผันเปลี่ยนมาเป็นเม้าส์ปากกา เวลาก็ล่วงเลยมาแล้ว 22 ปี ที่ ปู-ตรีโรจน์ รุ่งโรจน์ศิรวัช ทำงานในวงการหนังสือเด็ก
“ผมให้ความสำคัญ
กับแสงเงามากที่สุด”
เขากล่าวขณะเปิดภาพที่เคยร่างแสงเงาก่อนลงสี
ใครจะเชื่อว่าจากภาพขาวดำจะกลายเป็นริ้วน้ำเหนือคลื่นทะเลสุดเวิ้งว้างกว้างไกลจาก สุดสาคร ฉากเปลวเพลิงเผากรุงลงกาจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนจาก รามเกียรติ์ หรือความเยือกเย็นเข้ากระดูกในฤดูหนาวยามหิมะโปรยจาก มดกับตั๊กแตน และอีกมากมายหลายภาพที่สอดแทรกแนวคิดการทำงานเอาไว้

แรกเริ่มสู่สื่อสิ่งพิมพ์
ศิลปินมักอยากเห็นผลงานของตัวเองจัดแสดงในแกลเลอรี่ หรือแขวนอยู่ในนิทรรศการ แต่สำหรับปูกลับมีความฝันอยากทำสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่สมัยเรียน
“ผมอยากให้งานของผม
จับต้องได้
และอยู่ในชีวิตประจำวัน
ของทุกคน“
หนังสือสำหรับเด็กจึงเป็นคำตอบ เพราะเป็นงานที่ได้ใช้ทั้งทักษะการวาดรูป ได้เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด เพื่อสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่ง เขาอธิบายกระบวนการสร้างสรรค์หนังสืออย่างเรียบง่ายว่า
“ทุกงานเราจะเน้นสื่อสารกับเด็ก ภาพเปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างตัวหนังสือกับคนอ่าน เด็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่เขาดูภาพแล้วเข้าใจก็จะต่อยอดเป็นจินตนาการ กลายเป็นเรื่องราวต่อไป”
หนังสือเล่มแรก
หนังสือเล่มแรกของปูคือ Why? ทำไมพวกเรารูปร่างแปลกๆ หนังสือความรู้รอบตัวรูปปกม้าลายที่มีลวดลายโดดเด่น
ปูกล่าวว่าจำไม่ได้ว่าช่วยกันออกแบบกี่คน เพราะนานมาก (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2547) แต่ผลงานชิ้นนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาทำหนังสือเป็นเล่ม ที่สำคัญยังได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนการผลิต เขาเล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย

ค้นหาแรงบันดาลใจ
ก่อนเริ่มลงมือทำงาน ปูจะหาข้อมูลที่เข้ากับงานที่กำลังจะทำ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ วิธีการวาด บรรยากาศ เขาไม่ได้จำกัดข้อมูล หรือแรงบันดาลใจ บางครั้งอาจมาจากหนังที่ชอบ ฉากใน MV เพลง หรือสิ่งละอันพันละน้อยที่ผ่านตา
“แค่เห็นสิ่งหนึ่ง
อาจจะเชื่อมโยง
กับอีกสิ่งหนึ่งได้”
เขาเล่าก่อนเสริมว่า “บางทีมันไม่ได้ตรงเป๊ะหรอก ปล่อยให้แรงบันดาลใจไหลเข้ามา บางทีเจอสีนี้หรือรูปทรงที่รู้สึกสะดุดตา ก็เป็นแรงบันดาลใจได้”
ลงมือทำ
เมื่อได้รับงาน ปูจะอ่านต้นฉบับก่อน เพื่อทำความเข้าใจลักษณะของตัวละคร จากนั้นเลือกเทคนิคการวาดให้เหมาะกับช่วงวัย รวมไปถึงคิดวิธีการลงสีที่นับว่าเป็นหน้าที่หลัก
“ผมจะคิดถึงเรื่องแสงเงาเป็นอันดับแรก ส่วนโทนสีก็จะมา Match กับเนื้อหาของเรื่อง”
หลายปีในรั้วจิตรกรรม ทำให้เขาเรียนรู้วิธีคิดภาพในหัว ก่อนลงมือวาดรูป สมองจะคิดเสร็จแล้วว่าภาพจะออกมาเป็นแบบไหน บรรยากาศ ช่วงเวลา องค์ประกอบที่กำหนดการใช้สี
หนังสือเด็กโตอย่าง พระพุทธเจ้า ปูจะกำหนดทิศทางแสงเงา สเก็ตสีแล้วค่อยไปทำงานจริง หากสังเกตดีๆ จะเห็นเศษละอองฝุ่นเล็กๆ ที่เขาตั้งใจให้ภาพดูมีมิติและการเคลื่อนไหว
“ผมจะใส่เอกลักษณ์การเคลื่อนไหวเล็กๆ อย่างหิมะที่ปลิว หรือฝุ่นในอากาศลงไปในงาน ภาพจะดูมีความเบลอ มีมวล และระยะความลึกของภาพ ซึ่งการเคลื่อนไหวเล็กๆ เหล่านี้จะทำให้ภาพไม่นิ่งเกินไป”

นักวาดภาพประกอบที่ตาบอดสี
การเป็นศิลปินที่มีมองเห็นสีต่างจากคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปูไม่ถือว่าเป็นข้อจำกัดด้านการวาดรูป ต้นไม้ของเขาเขียวขจีมีชีวิตชีวา อย่างภาพจ้อยที่เดินเลียบลำน้ำเข้าไปในป่าลึก หมู่แมกไม้อวดกิ่งก้าน จนเรารู้สึกสดชื่นไปกับภาพบรรยากาศที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา
“ผมตาบอดสี บางครั้งก็ยากเพราะไม่มั่นใจในการลงสี สมัยงานวาดด้วยมือ ผมจะใช้ถาดสีเฉพาะของตัวเอง จำหลอดสี จำชื่อสี สีเบอร์นี้ บีบสีให้เรียงตามที่ต้องใช้”
“พอเปลี่ยนมาเป็น Digital ก็ต้องมาดูค่าการพิมพ์ CMYK ก็จะแยกเป็นสีแดง เหลือง น้ำเงิน ดำ เวลาผสมก็ดูตัวเลข”
“ถ้าไม่มั่นใจจะถามเพื่อนๆ น้องๆ เพราะที่ผ่านมาก็มีพลาดเหมือนกัน ลูกชายก็มีส่วนช่วยเยอะนะ เขาจะมาช่วยดูสีที่ผมต้องการ บางครั้งเขาก็จะมาบอกว่าผมควรจะเพิ่มตรงนี้ ปรับตรงนั้น”

โปรเจคที่จดจำ
เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงงานในดวงใจ ปูนิ่งคิดไปสักพัก ก่อนเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
มดกับตั๊กแตน เขาเปิดหน้าหิมะขาวโพลน ที่มีมดกับตั๊กแตนตัวเล็กๆ อยู่ตรงมุมภาพ ทำให้เรารู้สึกหนาวยะเยือกจับขั้วหัวใจ
“สีช่วยควบคุมอุณหภูมิของภาพ แต่ด้วยความเป็นหนังสือเด็ก เราจะไม่ทำให้มันตุ่นจนดูหดหู่เกินไป เราแค่ให้มันรู้สึกเย็นแล้วก็เหงา เพราะมันอยู่ตัวเดียวท่ามกลางหิมะ ตอนที่ลงสีก็จะมีความรู้สึกร่วมไปด้วย”
สุดสาคร เขากล่าวว่าชอบทั้งสองเวอร์ชั่น “ผมก็คิดนะว่าจะมีสักกี่คนที่ได้ทำเรื่องเดิมสองครั้งเลย (หัวเราะ)” หนังสือสุดสาครทั้งสองเล่มมีระยะเวลาห่างกัน 15 ปี ทำให้เราเห็นเทคนิคและแง่มุมการนำเสนอที่เติบโตขึ้น อาจเรียกได้ว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาได้แสดงผ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว
ชุดรามเกียรติ์ ผลงานเลื่องชื่อที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดตา ระหว่างการทำงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับงานดิจิตอล คุณปูเล่าพร้อมเปิดภาพลายเส้นก่อนที่จะลงสี พาพวกเราดำดิ่งไปสู่ชุดหนังสือมหากาพย์ที่ใช้เวลารังสรรค์ถึง 5 ปี

จุดเริ่มต้น “รามเกียรติ์”
รามเกียรติ์ของสำนักพิมพ์ห้องเรียนดัดแปลงจากบทวรรณกรรม โดยมีบรรณาธิการมากฝีมือ “รัตนา คชนาถ” เป็นผู้เรียบเรียงเนื้อหา ส่งไม้ต่อให้ฝ่ายออกแบบลายเส้นอย่าง “สิทธิพร พวงสุข” ผนึกกำลังกับทีมลงสีที่เติมเต็มภาพให้ดูอลังการ
ทั้งรายละเอียดชุดเกราะ กล้ามเนื้อ เขี้ยว ดวงตาที่ดุดันขึ้น แต่ยังคงอ้างอิงวรรณกรรม โขน และจิตรกรรมฝาผนังของไทย เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย
เมื่อได้รับลายเส้นมา
ปูจะใช้เวลา
สร้างความผูกพันกับตัวละคร
ทำความรู้จัก ทั้งลักษณะ
บุคลิกท่าทาง
ปูยังได้แชร์เทคนิคสำคัญที่สิทธิพร ฝ่ายออกแบบลายเส้นใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราว นอกจากตัวหนังสือแล้ว ภาพยังช่วยเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้เขียนเป็นตัวอักษร ปูยกตัวอย่างแนวคิดแต่ละรูป
ภาพความสิ้นหวัง มุมภาพก็จะกดให้ตัวละครอยู่ต่ำกว่า เพื่อให้ดูแล้วรู้สึกหดหู่ หมดหนทางสู้
ฉากหนุมานเผากรุงลงกา “หากเป็นภาพถ่ายก็เป็นภาพมุมกว้างตรงๆ ง่ายๆ รูปทรงไม่ต้องเป๊ะ เพราะเมืองโดนเปลวไฟ เราก็จะระบายให้ทุกอย่างพลิ้วไปตามไฟ”
ส่วนภาพที่ปูชอบมากที่สุด คือการต่อสู้ระหว่างหมียักษ์กับหนุมาน
“ผมชอบภาพที่มีสัตว์ตัวใหญ่ต่อสู้กับคนตัวเล็ก มันดูยิ่งใหญ่ทั้งตัวละครและการต่อสู้ เวลาลงสีก็จะสนุกมากครับ”

รวมภาพรามเกียรติ์
อีกหน้าที่สำคัญของปูคือ รวบรวมผลงานของนักวาดทุกคนมาปรับให้ไปในทิศทางเดียวกัน
“เรื่องการทำงาน การรีทัช ปรับภาพไม่ยาก แต่ว่ายากที่ต้องมาคิดว่าเรากำลังจะ edit งานคนอื่น แต่มันก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เราก็มีการคุยกับนักวาดคนอื่นก่อน เพื่อให้ได้ผลงานออกมาดีและเข้าใจภาพรวมตรงกัน”
การเป็นคนรวบรวมงานชุดรามเกียรติ์ทำให้ปูได้รู้วิธีการวาดของศิลปินแต่ละท่าน การเลือกพื้นผิว กระดาษ เทคนิคการลงสี บางครั้งเจ้าของภาพอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานถูกปรับ เพราะยังคงลายเส้นในแบบของแต่ละคนอยู่
“นักวาดทุกคนจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ผมก็จะเก็บส่วนที่ดีที่สุดของเขาไว้”

สิ่งหนึ่งนำไปสู่สิ่งหนึ่ง
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการศิลปะทำให้ปูเรียนรู้หลายอย่าง แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำกับตัวเองอยู่เสมอคือ “อย่าหยุดเรียนรู้” เพราะทุกครั้งที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ประตูแห่งโอกาสบานใหม่ย่อมเปิดเสมอ
“เราไม่สามารถควบคุมสีน้ำได้ แต่ถ้าเข้าใจธรรมชาติของมัน เราจะไหลไปตามมันได้ เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่านั่นคืออิสระที่จะเปิดให้รู้จักธรรมชาติของงานแต่ละงาน เทคนิคและวัสดุที่เราใช้อาจกลายเป็นร่องรอยต่างๆ เราจะมองเห็นความลึกของสี หรือเทคนิคต่อยอดไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นดิจิตอลหรืองานมือ มันจะพาเราไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ เสมอ”
สิ่งที่อยากส่งต่อถึงผู้อ่าน
เมื่อถามถึงสิ่งที่ปูอยากมอบให้ผู้อ่านผ่านผลงาน เขาตอบอย่างเรียบง่าย ขอแค่เด็กๆ และผู้อ่านชอบก็มีความสุขแล้ว
“บางทีเขาอ่านแล้วเกิดเป็นแรงบันดาลใจ เผื่ออนาคตเด็กๆ อยากจะทำงานด้านภาพประกอบ เขาอาจจะมีภาพในหัวที่คิดว่า เฮ้ย! ฉันเคยเห็นภาพสไตล์นี้จากหนังสือของสำนักพิมพ์ห้องเรียน แค่เด็กๆ นึกถึง ผมก็มีความสุขแล้ว”

สำหรับนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่
แม้จะผ่านช่วงเวลาเริ่มงานมานานนับ 20 ปี แต่ปูก็ยังจำความรู้สึกของการเป็นน้องใหม่ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกที่อยากเรียนรู้อยู่ตลอด เปิดรับความรู้ที่หลากหลายจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รวมไปถึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ได้แสดงความสามารถอย่างสุดฝีมือ
“ถ้าดึงความสามารถเขามาพัฒนาตัวเราได้ หรือให้เขามาทำงานกับเราด้วยความสามารถที่เขามีอยู่ หนึ่งคือเราให้โอกาสตัวเองแล้วก็ให้โอกาสเขาด้วย”
เขาเคยเป็นรุ่นน้องในวงการวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก จนตอนนี้กลับกลายมาเป็นรุ่นพี่ที่ฝากผลงานไว้ในหัวใจใครหลายคน เมื่อถึงช่วงเวลาต้องจบการสัมภาษณ์ เขาทิ้งท้ายคล้ายเน้นย้ำไปถึงตัวเองในวัยเยาว์
“หาตัวเองให้เจอ แต่ก็เปิดรับทักษะความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทุกอย่างเป็นครู และแรงบันดาลใจให้เราได้หมด เป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่ยึดติดจนเกินไป”
